เมื่อสินค้าที่ต้องขนส่งระหว่างประเทศมีความเร่งด่วน การขนส่งทางอากาศมักเป็นทางเลือกแรกที่หลายธุรกิจพิจารณา เพราะสามารถลดระยะเวลาการขนส่งระหว่างประเทศได้มากกว่าการขนส่งทางเรือ
อย่างไรก็ตาม ความเร็วไม่ควรเป็นปัจจัยเดียวในการเลือกวิธีขนส่ง
Air Freight มักมีต้นทุนสูงกว่าการขนส่งทางเรือ และสินค้าอาจต้องผ่านข้อกำหนดด้านประเภทสินค้า บรรจุภัณฑ์ เอกสาร สายการบิน และการจัดการภายในสนามบิน ธุรกิจจึงควรประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากสินค้ามาถึงล่าช้า ควบคู่กับต้นทุนและข้อจำกัดของการขนส่งทางอากาศ
ในหลายกรณี Air Freight จะมีความเหมาะสมเมื่อ “ต้นทุนจากการรอสินค้า” สูงกว่า “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขนส่งให้เร็วขึ้น”
บทความนี้จะอธิบายว่าสถานการณ์ใดที่ธุรกิจควรพิจารณาใช้ขนส่งทางอากาศ สถานการณ์ใดที่อาจควรเลือกวิธีอื่น และควรเตรียมข้อมูลอะไรบ้างก่อนขอให้ผู้ให้บริการประเมิน Shipment
สินค้าด่วนในมุมมองของงานโลจิสติกส์คืออะไร
ธุรกิจที่ยังอยู่ระหว่างเปรียบเทียบวิธีขนส่ง สามารถศึกษาความแตกต่างระหว่างการขนส่งทางอากาศและการขนส่งทางเรือก่อนประเมินว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นมีความจำเป็นต่อ Shipment หรือไม่
สินค้าที่ธุรกิจต้องการให้มาถึงเร็ว ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสินค้าด่วนในเชิงโลจิสติกส์เสมอไป
โดยทั่วไป Shipment จะมีความเร่งด่วนเมื่อการมาถึงล่าช้าสามารถสร้างผลกระทบต่อการดำเนินงาน การผลิต การขาย หรือความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างชัดเจน เช่น
- โรงงานกำลังรออะไหล่สำคัญ
- สายการผลิตมีความเสี่ยงต้องหยุดชะงัก
- วัตถุดิบหรือสินค้าคงเหลืออยู่ในระดับต่ำ
- สินค้าต้องใช้ในวันเปิดตัวผลิตภัณฑ์
- ตัวอย่างสินค้าต้องส่งให้ลูกค้าอนุมัติ
- เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต้องนำไปใช้ในโครงการตามกำหนด
- สินค้าทดแทนต้องส่งไปแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า
- สินค้ามีช่วงเวลาการใช้งานหรือจำหน่ายจำกัด
ธุรกิจควรกำหนดวันที่ต้องการสินค้าอย่างมีเหตุผลรองรับ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบต้นทุน Air Freight กับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการรอสินค้า เช่น การหยุดสายการผลิต การสูญเสียยอดขาย ความล่าช้าของโครงการ หรือผลกระทบต่อซัพพลายเชน
อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ออกคือ ระยะเวลาบินไม่เท่ากับระยะเวลาขนส่งแบบ Door-to-Door
ก่อนสินค้าจะถึงผู้รับ ยังมีขั้นตอนรับสินค้าจากต้นทาง การเตรียมสินค้า การดำเนินพิธีการส่งออก การจัดการภายในสนามบิน การขนส่งทางอากาศ พิธีการศุลกากรขาเข้า และการขนส่งจากสนามบินไปยังปลายทาง
การมีเที่ยวบินไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะสามารถออกเดินทางหรือส่งถึงผู้รับได้ทันที
สถานการณ์ที่ธุรกิจควรพิจารณาใช้ขนส่งทางอากาศ
ป้องกันสายการผลิตหยุดชะงัก
หนึ่งในสถานการณ์ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับการใช้ Air Freight คือ โรงงานกำลังรอชิ้นส่วน เครื่องมือ หรืออะไหล่ที่จำเป็นต่อการผลิต
แม้ชิ้นส่วนดังกล่าวอาจเป็นเพียงองค์ประกอบขนาดเล็กของสินค้าสำเร็จรูป แต่หากไม่มีชิ้นส่วนนั้น กระบวนการผลิตทั้งหมดอาจไม่สามารถดำเนินต่อได้
ในกรณีนี้ มูลค่าของอะไหล่อาจต่ำกว่าค่าขนส่งทางอากาศ แต่การเลือกส่งทางอากาศยังอาจมีเหตุผลทางธุรกิจ เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดสายการผลิตเป็นเวลานาน
ก่อนจัดส่ง ธุรกิจควรตรวจสอบว่า:
- สินค้าต้องมาถึงช้าที่สุดเมื่อใด
- ต้องใช้สินค้าจำนวนเท่าใดจึงจะสามารถรักษาการผลิตไว้ได้
- จำเป็นต้องส่งสินค้าทั้งหมดทางอากาศหรือไม่
- สามารถแบ่งบางส่วนส่งทางอากาศและส่งส่วนที่เหลือทางเรือได้หรือไม่
- เอกสารนำเข้าและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องพร้อมแล้วหรือไม่
การแบ่ง Shipment เป็นสองส่วนอาจช่วยสร้างสมดุลระหว่างความเร่งด่วนกับต้นทุน โดยส่งเฉพาะจำนวนที่จำเป็นเร่งด่วนทางอากาศ และส่งสินค้าส่วนที่เหลือผ่านกระบวนการขนส่งทางเรือตามปกติ
เติมสินค้าคงเหลือที่กำลังขาดสต็อก
ธุรกิจอาจพิจารณา Air Freight เมื่อสต็อกลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ และมีความเสี่ยงที่สินค้าหรือวัตถุดิบสำคัญจะหมดก่อน Shipment ปกติมาถึง
ปัญหานี้อาจเกิดจาก:
- ยอดขายสูงกว่าที่คาดการณ์
- Supplier ส่งสินค้าช้ากว่ากำหนด
- Shipment ก่อนหน้าถูกเลื่อน
- การวางแผนสต็อกไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง
- ความต้องการตามฤดูกาล
- ได้รับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่โดยไม่คาดคิด
ก่อนตัดสินใจส่งคำสั่งซื้อทั้งหมดทางอากาศ ธุรกิจควรคำนวณว่าต้องใช้สินค้าจำนวนขั้นต่ำเท่าใด เพื่อรักษาการขายหรือการดำเนินงานจนกว่า Shipment ปกติจะมาถึง
การเลือกส่งเฉพาะจำนวนที่จำเป็นเร่งด่วนสามารถช่วยลดความเสี่ยงสินค้าขาดสต็อก โดยไม่เพิ่มต้นทุนการขนส่งเกินความจำเป็น
รองรับวันเปิดตัวสินค้าหรือกำหนดการของโครงการ
สินค้าบางประเภทเชื่อมโยงกับวันที่ที่ไม่สามารถเลื่อนได้ง่าย เช่น
- สินค้าสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์
- อุปกรณ์สำหรับงานแสดงสินค้า
- เครื่องจักรหรือเครื่องมือสำหรับการติดตั้ง
- วัสดุที่ต้องใช้ในไซต์งาน
- อุปกรณ์สำหรับโครงการอุตสาหกรรม
หากกำหนดการดังกล่าวมีความสำคัญต่อธุรกิจ Air Freight อาจเหมาะสมกว่าการรอรอบเรือ
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเฉพาะตารางเที่ยวบินยังไม่เพียงพอ ธุรกิจควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่า:
- สินค้าพร้อมรับจาก Supplier แล้วหรือไม่
- สนามบินกำหนดเวลาปิดรับสินค้าเมื่อใด
- เที่ยวบินมีพื้นที่รองรับสินค้าหรือไม่
- จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนเที่ยวบินหรือผ่านจุด Transit หรือไม่
- เอกสารศุลกากรครบถ้วนหรือไม่
- มีใบอนุญาตนำเข้าหรือเอกสารอนุมัติที่เกี่ยวข้องหรือไม่
- มีการจัดเตรียมรถขนส่งหลังสินค้าเดินทางมาถึงแล้วหรือไม่
แม้สินค้าจะมาถึงสนามบินปลายทางตามกำหนด แต่ก็ยังอาจพลาดวันใช้งานจริงได้ หากพิธีการศุลกากรหรือการขนส่งทางบกยังไม่ได้รับการประสานงาน
สินค้ามูลค่าสูงหรือมีข้อจำกัดด้านเวลา
Air Freight มักได้รับการพิจารณาสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับขนาดหรือน้ำหนัก เช่น
- ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- อุปกรณ์เฉพาะทาง
- ชิ้นส่วนที่ต้องการความแม่นยำ
- เวชภัณฑ์หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์
- อะไหล่ที่มีผลต่อการดำเนินงาน
- สินค้าที่มีช่วงเวลาจำหน่ายจำกัด
ระยะเวลาขนส่งที่สั้นลงอาจช่วยลดช่วงเวลาที่เงินทุนจมอยู่กับสินค้าระหว่างทาง และช่วยให้ธุรกิจสามารถกระจายสินค้าต่อได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม สินค้ามูลค่าสูงอาจต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติมเรื่องความปลอดภัย ประกันภัย บรรจุภัณฑ์ หรือการจัดการเฉพาะทาง
ธุรกิจไม่ควรสันนิษฐานว่าสินค้ามูลค่าสูงหรือสินค้าที่ต้องดูแลเป็นพิเศษทุกประเภทจะสามารถส่งเป็น Air Cargo ปกติได้ทันที
การส่งตัวอย่างสินค้าและสินค้าทดแทน
ตัวอย่างสินค้า Prototype วัสดุสำหรับทดสอบ และสินค้าทดแทน มักมีปริมาณไม่มาก แต่มีความเร่งด่วนสูง
ตัวอย่างสินค้าอาจต้องใช้สำหรับ:
- การอนุมัติผลิตภัณฑ์
- การทดสอบในห้องปฏิบัติการ
- การตรวจสอบคุณภาพ
- การประเมินโดยลูกค้า
- การยืนยันบรรจุภัณฑ์
- การตรวจสอบก่อนเริ่มการผลิต
ส่วนสินค้าทดแทนอาจต้องส่งเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการรับประกัน การซ่อมบำรุง หรือการบริการลูกค้า
เนื่องจาก Shipment เหล่านี้มักมีขนาดเล็กกว่าคำสั่งซื้อปกติ การขนส่งทางอากาศหรือบริการขนส่งด่วนที่เหมาะสมอาจเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริง
การเลือกบริการควรพิจารณาจากขนาด น้ำหนัก มูลค่า ปลายทาง ข้อกำหนดทางศุลกากร และวันที่ต้องการสินค้า
สถานการณ์ที่ Air Freight อาจไม่เหมาะสม
Air Freight ไม่ใช่คำตอบสำหรับ Shipment ด่วนทุกประเภท
การขนส่งทางอากาศอาจไม่เหมาะสมเมื่อ:
- สินค้ามีขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับมูลค่า
- ไม่มีวันกำหนดส่งที่มีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างแท้จริง
- สามารถรวมสินค้าเข้ากับ Shipment ทางเรือรอบถัดไปได้
- สินค้าเป็นสินค้าควบคุมหรือจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสายการบิน
- บรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะกับการขนส่งทางอากาศ
- เอกสารการค้าและเอกสารศุลกากรยังไม่ครบ
- เส้นทางปลายทางมีเที่ยวบินหรือระบบจัดการสินค้าจำกัด
- จุดส่งสินค้าจริงอยู่ห่างจากสนามบินปลายทางมาก
- ค่าขนส่งเพิ่มเติมสูงกว่าผลกระทบที่เกิดจากการรอสินค้า
สินค้าบางประเภท เช่น สารเคมี แบตเตอรี่ ของเหลว สินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ หรือสินค้าอื่นที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนด อาจต้องใช้บรรจุภัณฑ์ ฉลาก เอกสาร คำประกาศ หรือการอนุมัติเพิ่มเติม
รายละเอียดสินค้าจึงควรได้รับการตรวจสอบก่อนยืนยันแผนการขนส่ง
ธุรกิจไม่ควรใช้รายละเอียดกว้าง ๆ เช่น “อะไหล่” “อุปกรณ์” “ตัวอย่างสินค้า” หรือ “สินค้าทั่วไป” โดยไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม เพราะอาจไม่เพียงพอต่อการประเมินข้อกำหนดของสายการบินและศุลกากร
สำหรับสินค้าที่มีขนาดใหญ่ ไม่มีความเร่งด่วน หรือมีมูลค่าต่อหน่วยไม่สูง การขนส่งทางเรืออาจยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าในเชิงต้นทุน
ปัจจัยที่ควรประเมินก่อนเลือก Air Freight
1. วันที่ต้องการสินค้าอย่างแท้จริง
ธุรกิจควรกำหนดวันที่ช้าที่สุดที่ยังสามารถรับสินค้าได้ แทนการแจ้งเพียงว่าต้องการบริการที่เร็วที่สุด
ระยะเวลาที่ประเมินควรรวมถึง:
- ระยะเวลาเตรียมสินค้าของ Supplier
- การรับสินค้าจากต้นทาง
- พิธีการส่งออก
- การจัดการสินค้าภายในสนามบิน
- ระยะเวลาของเที่ยวบิน
- พิธีการศุลกากรขาเข้า
- การขนส่งไปยังจุดหมายปลายทาง
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเลือกเส้นทางและระดับบริการบนพื้นฐานของ Lead Time ที่เกิดขึ้นจริง
2. ต้นทุนที่เกิดจากการรอสินค้า
ธุรกิจควรเปรียบเทียบค่าขนส่งทางอากาศกับผลกระทบทางการเงินและการดำเนินงานที่อาจเกิดขึ้นหากสินค้ามาถึงล่าช้า
ต้นทุนจากการรออาจประกอบด้วย:
- การหยุดสายการผลิต
- การสูญเสียยอดขาย
- ค่าแรงล่วงเวลาหรือค่าใช้จ่ายจากการปรับตารางงาน
- ปัญหาการบริการลูกค้า
- ความล่าช้าของโครงการ
- ค่าเช่าหรือค่า Standby ของเครื่องจักรและอุปกรณ์
- ค่าใช้จ่ายจากการจัดซื้อฉุกเฉิน
การตัดสินใจจึงควรพิจารณาผลกระทบรวมของธุรกิจ ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าระวางขนส่ง
3. ขนาดสินค้าและ Chargeable Weight
ข้อมูลขนาด น้ำหนัก รายละเอียดสินค้า และเงื่อนไขการส่งมอบที่ถูกต้อง เป็นส่วนสำคัญของการเตรียมข้อมูลก่อนขอใบเสนอราคาขนส่งระหว่างประเทศ
ค่าขนส่งทางอากาศมักได้รับผลกระทบจาก Chargeable Weight ซึ่งอาจคำนวณจากน้ำหนักจริงหรือพื้นที่ที่สินค้าใช้ในการขนส่ง
สินค้าที่มีน้ำหนักไม่มากแต่มีขนาดใหญ่จึงอาจมีค่าขนส่งสูงกว่าที่คาดการณ์
ข้อมูลที่ควรแจ้งอย่างถูกต้อง ได้แก่:
- จำนวน Package
- น้ำหนักรวม
- ขนาดของแต่ละ Package
- ประเภทบรรจุภัณฑ์
- สามารถวางซ้อนกันได้หรือไม่
การใช้ตัวเลขประมาณการหรือแจ้งขนาดไม่ครบ อาจทำให้ใบเสนอราคาไม่ตรงกับสินค้าจริง และกระทบต่อแผนการจองพื้นที่
4. ประเภทสินค้าและข้อกำหนดในการจัดการ
การแจ้งข้อมูลสินค้าอย่างครบถ้วนช่วยให้ Freight Forwarder ประเมินวิธีจัดการ ทางเลือกในการขนส่ง และข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นก่อนจองพื้นที่
รายละเอียดสินค้าต้องชัดเจนเพียงพอให้ Freight Forwarder และสายการบินประเมินได้ว่าเป็นสินค้าทั่วไปหรือจำเป็นต้องมีการจัดการพิเศษ
ข้อมูลสำคัญอาจประกอบด้วย:
- ชื่อสินค้าและวัตถุประสงค์การใช้งาน
- วัสดุหรือส่วนประกอบ
- มีแบตเตอรี่หรือไม่
- มีของเหลวหรือสารเคมีหรือไม่
- ต้องควบคุมอุณหภูมิหรือไม่
- แตกหักง่ายหรือไม่
- มูลค่าทางการค้า
- ประเทศต้นกำเนิด
- เอกสารด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง
การแจ้งเพียงว่าเป็น “Parts” “Equipment” “Sample” หรือ “General Cargo” อาจไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบและวางแผนขนส่ง
5. ความพร้อมด้านศุลกากรและกฎระเบียบ
ผู้นำเข้าควรตรวจสอบเอกสารการค้าและเอกสารประกอบการนำเข้าให้พร้อมก่อนสินค้าออกเดินทาง โดยเฉพาะ Shipment ที่มีวันกำหนดส่งชัดเจน
เที่ยวบินที่รวดเร็วไม่สามารถชดเชยเอกสารนำเข้าหรือส่งออกที่ไม่ครบถ้วนได้
ธุรกิจควรตรวจสอบว่าสินค้าต้องใช้เอกสารต่อไปนี้หรือไม่:
- Commercial Invoice
- Packing List
- ข้อมูลสำหรับออก Air Waybill
- Certificate of Origin
- ใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออก
- เอกสารขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์
- เอกสารด้านความปลอดภัย
- เอกสารข้อมูลทางเทคนิค
- เอกสารอื่นที่ศุลกากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด
ข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้า ประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง และกฎระเบียบที่ใช้กับ Shipment นั้น จึงควรตรวจสอบก่อนสินค้าออกเดินทาง
6. การประสานงานระหว่างต้นทางและปลายทาง
Shipment ด่วนต้องอาศัยการประสานงานตลอดเส้นทาง
Supplier ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า Freight Forwarder ผู้ดำเนินพิธีการศุลกากร และทีมขนส่งปลายทาง ควรได้รับข้อมูลที่ตรงกันเกี่ยวกับ:
- วันที่สินค้าพร้อม
- สถานที่รับสินค้า
- ผู้ประสานงาน
- วันที่ต้องการสินค้า
- เอกสารศุลกากร
- สถานที่ส่งมอบ
- เวลาที่ปลายทางสามารถรับสินค้าได้
- เงื่อนไขการจัดการพิเศษ
หากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไม่พร้อม ความได้เปรียบด้านเวลาจากการขนส่งทางอากาศอาจลดลงได้
ข้อมูลที่ธุรกิจควรเตรียมก่อนขอประเมิน Shipment
เพื่อให้ผู้ให้บริการประเมิน Air Freight ได้แม่นยำขึ้น ธุรกิจควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้:
- ประเทศและเมืองต้นทาง
- ประเทศและเมืองปลายทาง
- จุดรับสินค้าและจุดส่งมอบจริง หากต้องการบริการรับและส่ง
- รายละเอียดสินค้า
- จำนวนและประเภทของ Package
- น้ำหนักรวม
- ขนาดของแต่ละ Package
- มูลค่าสินค้า
- ประเทศต้นกำเนิดสินค้า
- วันที่ต้องการสินค้า
- วันที่สินค้าพร้อมรับ
- ข้อมูลผู้นำเข้าและผู้รับสินค้า
- Incoterms หากมีการกำหนดไว้
- Commercial Invoice และ Packing List ที่มีอยู่
- ข้อมูลเกี่ยวกับแบตเตอรี่ สารเคมี ของเหลว การควบคุมอุณหภูมิ หรือคุณสมบัติพิเศษอื่น
- ความต้องการด้านพิธีการศุลกากรและการขนส่งทางบก
ยิ่งธุรกิจสามารถส่งข้อมูลได้ครบและรวดเร็ว ผู้ให้บริการก็จะยิ่งสามารถตรวจสอบเส้นทาง พื้นที่เที่ยวบิน ข้อกำหนดในการจัดการ และความเสี่ยงด้านเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Freight Forwarder ช่วยจัดการสินค้าด่วนทางอากาศอย่างไร
ธุรกิจสามารถดูภาพรวมบริการโลจิสติกส์ของ BOP Express เพื่อศึกษาขอบเขตงานด้าน Freight Forwarding การประสานงานศุลกากร และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
Freight Forwarder ทำหน้าที่ประสานงานกิจกรรมต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการขนส่งสินค้าจากต้นทางไปยังปลายทาง
สำหรับ Shipment ด่วนทางอากาศ งานที่เกี่ยวข้องอาจประกอบด้วย:
- ตรวจสอบข้อมูลสินค้า
- ประเมินเส้นทางที่เหมาะสม
- ตรวจสอบพื้นที่ของเที่ยวบิน
- ประสานงานรับสินค้า
- ตรวจสอบข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์และการจัดการ
- จัดเตรียมเอกสารขนส่ง
- ประสานงานด้านการส่งออกและนำเข้า
- ติดตามสถานะสินค้า
- จัดเตรียมการขนส่งจากสนามบินไปยังปลายทาง
Freight Forwarder ไม่สามารถตัดความเสี่ยงจากกระบวนการปฏิบัติงาน ศุลกากร สายการบิน สภาพอากาศ หรือข้อจำกัดด้านพื้นที่ได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การให้ข้อมูลสินค้าที่ครบถ้วนและเริ่มประสานงานตั้งแต่ต้น สามารถช่วยให้ตรวจพบข้อจำกัดและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนสินค้าเริ่มเคลื่อนย้าย
ธุรกิจควรแจ้งวันที่ต้องการสินค้าและผลกระทบทางธุรกิจอย่างชัดเจน เพราะการระบุเพียงว่า “ด่วน” ยังไม่เพียงพอต่อการวางแผน Shipment อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป
Air Freight อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเมื่อ Shipment เกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องของการผลิต สินค้าคงเหลือที่อยู่ในระดับวิกฤต วันกำหนดส่งของโครงการ การอนุมัติตัวอย่างสินค้า หรือความต้องการทางธุรกิจที่มีข้อจำกัดด้านเวลา
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจไม่ควรพิจารณาจากความเร็วเพียงอย่างเดียว
ธุรกิจควรประเมิน:
- ผลกระทบทางธุรกิจจากการรอสินค้า
- ปริมาณสินค้าขั้นต่ำที่ต้องมาถึงอย่างเร่งด่วน
- ขนาดและคุณสมบัติของสินค้า
- ความพร้อมด้านศุลกากรและกฎระเบียบ
- เส้นทางและพื้นที่เที่ยวบิน
- Lead Time แบบ Door-to-Door
- ต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวม
สำหรับบาง Shipment การส่งเฉพาะสินค้าจำนวนที่จำเป็นทางอากาศ และส่งส่วนที่เหลือทางเรือ อาจช่วยสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนกับความเร่งด่วนได้
ก่อนยืนยันการขนส่ง ธุรกิจควรแจ้งข้อมูลสินค้าอย่างถูกต้อง และหารือเรื่องวันที่ต้องการสินค้า เงื่อนไขการจัดการ เอกสาร พิธีการศุลกากร และการขนส่งปลายทางกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์
หากต้องการประเมิน Shipment จริง ธุรกิจสามารถติดต่อ BOP Express พร้อมแจ้งรายละเอียดสินค้า ต้นทาง ปลายทาง วันที่ต้องการสินค้า และเอกสารการค้าที่มีอยู่
คำถามที่พบบ่อย
Air Freight เป็นวิธีขนส่งระหว่างประเทศที่เร็วที่สุดเสมอหรือไม่
โดยทั่วไป Air Freight ใช้ระยะเวลาขนส่งระหว่างประเทศน้อยกว่าการขนส่งทางเรือ แต่ Lead Time ทั้งหมดยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของสินค้า การรับสินค้าจากต้นทาง การจัดการในสนามบิน ตารางเที่ยวบิน พิธีการศุลกากร และการขนส่งไปยังปลายทาง
สินค้าด่วนจำเป็นต้องส่งทั้ง Order ทางอากาศหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป ธุรกิจสามารถส่งเฉพาะจำนวนที่ต้องใช้เพื่อป้องกันสินค้าขาดสต็อกหรือสายการผลิตหยุดชะงักทางอากาศ และส่งสินค้าส่วนที่เหลือทางเรือ
สินค้าทุกประเภทสามารถขนส่งทางอากาศได้หรือไม่
ไม่ใช่ สินค้าบางประเภทอาจถูกจำกัดหรือต้องใช้บรรจุภัณฑ์ เอกสาร คำประกาศ ฉลาก การจัดการ หรือการอนุมัติจากสายการบินเพิ่มเติม จึงควรตรวจสอบรายละเอียดสินค้าก่อนจองพื้นที่
ทำไมขนาด Package จึงสำคัญต่อใบเสนอราคา Air Freight
ค่าขนส่งทางอากาศอาจคำนวณจากน้ำหนักจริงหรือขนาดปริมาตรของสินค้า หากแจ้งขนาดไม่ถูกต้อง Chargeable Weight และค่าขนส่งที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างจากใบเสนอราคาเบื้องต้น
สินค้าด่วนทางอากาศต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
เอกสารพื้นฐานมักประกอบด้วย Commercial Invoice, Packing List และข้อมูลสำหรับจัดทำเอกสารขนส่ง ส่วนเอกสารเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง และข้อกำหนดด้านการนำเข้า-ส่งออก