ขนส่งทางอากาศกับขนส่งทางเรือ เลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจนำเข้า

Table of Contents

การเลือกระหว่างขนส่งทางอากาศกับขนส่งทางเรือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจสำคัญของการขนส่งระหว่างประเทศ สำหรับธุรกิจนำเข้า วิธีขนส่งที่เลือกมีผลต่อค่าใช้จ่าย ระยะเวลาส่งมอบ การวางแผนสต็อก กระแสเงินสด พิธีการศุลกากร และความสามารถในการส่งมอบให้ลูกค้าหรือกระบวนการผลิตได้ทันเวลา

ขนส่งทางอากาศและขนส่งทางเรือต่างมีข้อดีของตัวเอง แต่เหมาะกับเงื่อนไขการขนส่งที่แตกต่างกัน ขนส่งทางอากาศมักเหมาะกับสินค้าด่วน สินค้ามูลค่าสูง สินค้าน้ำหนักไม่มาก หรือสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านเวลา ส่วนขนส่งทางเรือมักเหมาะกับสินค้าปริมาณมาก สินค้าที่มีน้ำหนักมาก และสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องส่งถึงปลายทางอย่างเร่งด่วน

บทความนี้อธิบายวิธีเปรียบเทียบขนส่งทางอากาศกับขนส่งทางเรือ เพื่อช่วยให้ธุรกิจนำเข้าเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะกับ Shipment ของตัวเองมากขึ้น

ทำไมการเลือกวิธีขนส่งจึงสำคัญ

วิธีขนส่งไม่ได้มีผลเฉพาะค่าระวางเท่านั้น

แต่ยังมีผลต่อ Lead Time การเตรียมเอกสาร การวางแผนพิธีการศุลกากร พื้นที่คลังสินค้า การขนส่งภายในประเทศ ความต้องการประกันภัย และความสามารถในการรักษากำหนดส่งมอบ

สำหรับธุรกิจที่นำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร อะไหล่ สินค้าสำเร็จรูป หรือสินค้าเพื่อจำหน่าย การเลือกวิธีขนส่งที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็น ส่งมอบล่าช้า หรือวางแผนสต็อกได้ไม่ดีพอ

ดังนั้น ธุรกิจไม่ควรเลือกจากค่าขนส่งที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาความต้องการของ Shipment ทั้งหมด

ขนส่งทางอากาศคืออะไร

ขนส่งทางอากาศ คือการขนส่งสินค้าด้วยเครื่องบิน

โดยทั่วไปมักใช้เมื่อต้องการความรวดเร็ว เมื่อต้องขนส่งสินค้ามูลค่าสูง หรือเมื่อต้องการให้สินค้าถึงปลายทางในระยะเวลาสั้น เช่น อะไหล่ด่วน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างสินค้า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ สินค้ามูลค่าสูง สินค้าตามฤดูกาล หรือสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านเวลา

อย่างไรก็ตาม ขนส่งทางอากาศมักมีต้นทุนสูงกว่าขนส่งทางเรือ โดยเฉพาะสินค้าที่หนักหรือมีขนาดใหญ่ ค่าใช้จ่ายอาจเกี่ยวข้องกับน้ำหนักจริง น้ำหนักเชิงปริมาตร ค่าธรรมเนียมน้ำมัน ค่าความปลอดภัย ค่าธรรมเนียมสนามบิน และค่าใช้จ่ายปลายทาง

ขนส่งทางเรือคืออะไร

ขนส่งทางเรือ คือการขนส่งสินค้าด้วยเรือขนส่งสินค้า

มักใช้กับสินค้าปริมาณมาก สินค้าที่มีน้ำหนักมาก การนำเข้าสินค้าเป็นประจำ วัตถุดิบ เครื่องจักร สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าที่สามารถรอระยะเวลาขนส่งได้นานกว่า

การขนส่งทางเรืออาจเป็นแบบ LCL หรือ FCL ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าและเงื่อนไขของ Shipment โดย LCL คือการขนส่งแบบไม่เต็มตู้และรวมสินค้ากับ Shipment อื่น ส่วน FCL คือการใช้ตู้คอนเทนเนอร์เต็มตู้สำหรับสินค้าของผู้ส่งรายเดียว

ขนส่งทางเรือมักช่วยบริหารต้นทุนได้ดีสำหรับสินค้าปริมาณมาก แต่ต้องใช้การวางแผนล่วงหน้ามากกว่า และเกี่ยวข้องกับตารางเรือ ความพร้อมของตู้คอนเทนเนอร์ พิธีการศุลกากร และการขนส่งทางบกต่อไปยังปลายทาง

1. เปรียบเทียบระยะเวลาขนส่ง

คำถามแรกที่ธุรกิจควรถามคือ Shipment นี้เร่งด่วนแค่ไหน

หากสินค้าจำเป็นต้องใช้เร่งด่วนสำหรับการผลิต การซ่อมแซม การเปิดตัวสินค้า หรือการส่งมอบให้ลูกค้า ขนส่งทางอากาศอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เพราะโดยทั่วไปใช้เวลาขนส่งสั้นกว่า และช่วยให้ธุรกิจตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนได้ดีขึ้น

ขนส่งทางเรือใช้เวลานานกว่า เนื่องจากขึ้นอยู่กับตารางเรือ การปฏิบัติงานของท่าเรือ ระยะเวลาการเดินเรือ การถ่ายลำ พิธีการศุลกากร และการขนส่งทางบก

ธุรกิจควรพิจารณา:

  • วันที่สินค้าพร้อมส่ง
  • วันที่ต้องการรับสินค้า
  • กำหนดการผลิต
  • กำหนดส่งมอบลูกค้า
  • Transit Time
  • ระยะเวลาพิธีการศุลกากร
  • ระยะเวลาขนส่งภายในประเทศ

หาก Shipment มี Deadline ที่ชัดเจน ควรตรวจสอบระยะเวลาขนส่งก่อนเลือกวิธีที่มีต้นทุนต่ำที่สุด

2. เปรียบเทียบค่าขนส่งและต้นทุนรวม

ค่าใช้จ่ายเป็นหนึ่งในความแตกต่างหลักระหว่างขนส่งทางอากาศและขนส่งทางเรือ

ขนส่งทางอากาศมักมีค่าระวางสูงกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมาก ส่วนขนส่งทางเรือมักเหมาะกับสินค้าปริมาณมากและสามารถช่วยบริหารต้นทุนต่อหน่วยได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะค่าระวางหลัก แต่ควรพิจารณาต้นทุนโลจิสติกส์รวม เช่น

  • ค่าใช้จ่ายต้นทาง
  • พิธีการศุลกากรขาออก
  • ค่าระวางหลัก
  • ค่าใช้จ่ายปลายทาง
  • พิธีการศุลกากรขาเข้า
  • ภาษีและอากร
  • ค่าธรรมเนียมท่าเรือหรือสนามบิน
  • ขนส่งทางบก
  • ความเสี่ยงด้านค่าฝากสินค้า ค่าตู้ หรือค่าใช้จ่ายจากความล่าช้า
  • ประกันภัยสินค้า
  • ค่าแพ็กกิ้งและการขนถ่ายพิเศษ

บางครั้งค่าระวางที่ต่ำกว่าอาจไม่ได้หมายถึงต้นทุนรวมที่ต่ำกว่า หาก Shipment มีความล่าช้า ค่าเก็บรักษา หรือค่าใช้จ่ายจากการจัดการเพิ่มเติม

3. เปรียบเทียบน้ำหนักและปริมาตรสินค้า

น้ำหนักและปริมาตรสินค้าเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกวิธีขนส่ง

ขนส่งทางอากาศอ่อนไหวต่อ Chargeable Weight ซึ่งอาจพิจารณาจากน้ำหนักจริงหรือน้ำหนักเชิงปริมาตร หากสินค้าเบาแต่ใช้พื้นที่มาก ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าที่คาดไว้

ขนส่งทางเรือมักเหมาะกับสินค้าที่มีปริมาตรมาก สินค้าบนพาเลท สินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่สามารถจัดเป็น LCL หรือ FCL ได้

ธุรกิจควรเตรียมข้อมูล:

  • น้ำหนักรวม
  • ขนาดสินค้า
  • จำนวนแพ็กเกจ
  • ปริมาตรรวม
  • ประเภทบรรจุภัณฑ์
  • สินค้าวางซ้อนได้หรือไม่
  • รูปถ่ายสินค้า หากเป็นประโยชน์

ข้อมูลสินค้าที่ถูกต้องมีความสำคัญมากก่อนเปรียบเทียบขนส่งทางอากาศกับขนส่งทางเรือ

ธุรกิจควรเตรียมข้อมูลสินค้าให้ถูกต้องก่อนเปรียบเทียบวิธีขนส่ง เพราะน้ำหนัก ขนาด บรรจุภัณฑ์ และรายละเอียด Shipment มีผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายและการวางแผน

4. พิจารณามูลค่าสินค้าและความเสี่ยง

มูลค่าสินค้ามีผลต่อการเลือกวิธีขนส่ง

สินค้ามูลค่าสูงอาจได้ประโยชน์จากระยะเวลาขนส่งที่สั้นกว่า และลดช่วงเวลาที่สินค้าต้องอยู่ระหว่างทางหรืออยู่ในจุดพักสินค้าเป็นเวลานาน ในบางกรณีขนส่งทางอากาศอาจช่วยลดระยะเวลาที่สินค้าต้องอยู่ในกระบวนการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม มูลค่าสินค้าสูงไม่ได้แปลว่าต้องเลือกขนส่งทางอากาศเสมอไป ธุรกิจยังต้องพิจารณาบรรจุภัณฑ์ ประกันภัย เงื่อนไขการดูแลสินค้า ปลายทาง และงบประมาณร่วมด้วย

สำหรับสินค้ามูลค่าต่อหน่วยไม่สูง หรือสินค้าปริมาณมาก ขนส่งทางเรืออาจเหมาะสมกว่า หากกำหนดส่งมอบมีเวลามากพอ

5. พิจารณาประเภทสินค้า

สินค้าบางประเภทเหมาะกับขนส่งทางอากาศมากกว่า ขณะที่บางประเภทเหมาะกับขนส่งทางเรือมากกว่า

ขนส่งทางอากาศอาจเหมาะกับ:

  • อะไหล่ด่วน
  • ตัวอย่างสินค้า
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง
  • Shipment ขนาดเล็กแต่มูลค่าสูง
  • สินค้าที่มีข้อจำกัดด้านเวลา
  • สินค้าตามฤดูกาล
  • สินค้าที่ต้องใช้ในกระบวนการผลิตเร่งด่วน

ขนส่งทางเรืออาจเหมาะกับ:

  • สินค้าปริมาณมาก
  • สินค้าน้ำหนักมากหรือขนาดใหญ่
  • วัตถุดิบ
  • สินค้าอุตสาหกรรม
  • เครื่องจักร
  • สินค้าอุปโภคบริโภค
  • การนำเข้าสินค้าเป็นรอบปกติ
  • สินค้าที่ไม่เร่งด่วน

วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับมูลค่าสินค้า ขนาด ความเร่งด่วน เงื่อนไขการดูแล และกำหนดส่งมอบ

6. ตรวจสอบเอกสารและเงื่อนไขศุลกากร

ทั้งขนส่งทางอากาศและขนส่งทางเรือต้องใช้เอกสารที่ถูกต้อง

สำหรับงานนำเข้า การตรวจสอบ Checklist เอกสารนำเข้าก่อนขนส่งจะช่วยลดปัญหาด้านเอกสารที่หลีกเลี่ยงได้

เอกสารที่เกี่ยวข้องอาจประกอบด้วย Commercial Invoice, Packing List, Bill of Lading หรือ Air Waybill, ข้อมูล Import Declaration, Certificate of Origin, Product Specification และใบอนุญาตหรือเอกสารประกอบอื่น หากจำเป็น

ความแตกต่างมักอยู่ที่เรื่องเวลา ขนส่งทางอากาศเคลื่อนที่เร็วกว่า เอกสารจึงต้องเตรียมและตรวจสอบให้เร็วขึ้น ส่วนขนส่งทางเรืออาจมีเวลามากกว่าก่อนสินค้ามาถึง แต่หากเอกสารผิดพลาดก็ยังทำให้เกิดความล่าช้าที่ปลายทางได้เช่นกัน

ธุรกิจควรเตรียมเอกสารก่อนสินค้ามาถึง และตรวจสอบให้ข้อมูลในเอกสารสอดคล้องกัน

เอกสารที่ผิดพลาดหรือข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของพิธีการศุลกากรล่าช้าเมื่อสินค้ามาถึงปลายทาง

7. พิจารณาแผนสต็อกสินค้า

การเลือกขนส่งทางอากาศหรือทางเรือมีผลต่อการวางแผนสต็อก

ขนส่งทางอากาศช่วยลดปัญหาสต็อกขาดในกรณีเร่งด่วน ช่วยเติมสินค้าเร็วขึ้น หรือช่วยลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของการผลิต แต่การใช้ขนส่งทางอากาศบ่อยเกินไปอาจทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น

ขนส่งทางเรือเหมาะกับการวางแผนสต็อกเป็นรอบและการนำเข้าสินค้าปริมาณมาก ช่วยควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น แต่ต้องคาดการณ์ความต้องการและวางแผนล่วงหน้าให้แม่นยำกว่า

สำหรับหลายธุรกิจ วิธีที่เหมาะสมอาจไม่ใช่การเลือกเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ขนส่งทางเรือสำหรับ Shipment ปกติ และใช้ขนส่งทางอากาศเฉพาะสินค้าด่วนหรือสินค้าที่มีความสำคัญสูง

8. พิจารณาปลายทางและการขนส่งภายในประเทศ

ปลายทางเป็นอีกปัจจัยสำคัญ

Shipment ไม่ได้จบที่สนามบินหรือท่าเรือ แต่ยังอาจต้องผ่านพิธีการศุลกากร ขนส่งทางบก จัดการคลังสินค้า ส่งมอบปลายทาง ขนถ่ายสินค้า และประสานงานกับพื้นที่จัดส่ง

ผู้นำเข้าควรพิจารณา:

  • ที่อยู่ปลายทาง
  • ตำแหน่งท่าเรือหรือสนามบิน
  • ระยะทางขนส่งทางบก
  • เงื่อนไขการเข้าพื้นที่
  • พื้นที่คลังสินค้า
  • กำหนดเวลาจัดส่ง
  • เงื่อนไขการโหลดและขนถ่าย

สินค้าที่ถึงสนามบินเร็ว อาจยังล่าช้าได้หากไม่ได้วางแผนขนส่งทางบก ส่วนขนส่งทางเรือก็สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ หากมีการประสานงานท่าเรือและรถขนส่งอย่างเหมาะสม

9. พิจารณาความถี่ในการขนส่ง

ความถี่ในการนำเข้าส่งผลต่อแผนขนส่งที่เหมาะสม

สำหรับ Shipment ด่วนแบบครั้งคราว ขนส่งทางอากาศอาจเหมาะสม แต่สำหรับการนำเข้าสินค้าเป็นประจำ ขนส่งทางเรืออาจช่วยควบคุมต้นทุนระยะยาวได้ดีกว่า

ธุรกิจควรพิจารณา:

  • นำเข้าสินค้าบ่อยแค่ไหน
  • Shipment คาดการณ์ได้หรือไม่
  • รวมสินค้าหรือ Consolidate ได้หรือไม่
  • วางแผนสต็อกล่วงหน้าได้หรือไม่
  • เกิด Shipment ด่วนบ่อยหรือไม่

หากต้องใช้ขนส่งทางอากาศฉุกเฉินบ่อยเกินไป ธุรกิจอาจต้องทบทวนการวางแผนสต็อก Lead Time ของ Supplier หรือรอบการสั่งซื้อ

10. เมื่อไหร่ที่ขนส่งทางอากาศอาจเหมาะกว่า

ขนส่งทางอากาศอาจเหมาะกว่าเมื่อ:

  • ต้องการส่งมอบอย่างเร่งด่วน
  • สินค้ามีมูลค่าสูง
  • ปริมาณสินค้าไม่มาก
  • สินค้ามีข้อจำกัดด้านเวลา
  • กระบวนการผลิตกำลังรอสินค้า
  • มี Deadline กับลูกค้าที่ชัดเจน
  • ต้องการตัวอย่างสินค้า หรืออะไหล่ด่วน
  • ความล่าช้ามีผลกระทบทางธุรกิจสูงกว่าค่าขนส่ง

ขนส่งทางอากาศไม่ใช่ตัวเลือกที่ถูกที่สุดเสมอไป แต่บางกรณีอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าเมื่อเวลาเป็นปัจจัยหลัก

11. เมื่อไหร่ที่ขนส่งทางเรืออาจเหมาะกว่า

ขนส่งทางเรืออาจเหมาะกว่าเมื่อ:

  • สินค้ามีปริมาณมาก
  • สินค้ามีน้ำหนักมากหรือขนาดใหญ่
  • ไม่ได้ต้องการส่งมอบเร่งด่วน
  • ต้องการบริหารต้นทุน
  • นำเข้าสินค้าเป็นประจำ
  • วางแผนสต็อกล่วงหน้าได้
  • สินค้าสามารถขนส่งแบบ LCL หรือ FCL ได้
  • ธุรกิจต้องการควบคุมต้นทุนสำหรับ Shipment ขนาดใหญ่

ขนส่งทางเรือต้องใช้การวางแผนล่วงหน้ามากกว่า แต่เหมาะกับการนำเข้าสินค้าปกติและการขนส่งสินค้าปริมาณมาก

Checklist เปรียบเทียบก่อนเลือกวิธีขนส่ง

ก่อนเลือกระหว่างขนส่งทางอากาศและขนส่งทางเรือ ธุรกิจควรเปรียบเทียบ:

  • วันที่ต้องการรับสินค้า
  • วันที่สินค้าพร้อมส่ง
  • มูลค่าสินค้า
  • น้ำหนักรวม
  • ขนาดและปริมาตรสินค้า
  • จำนวนแพ็กเกจ
  • ประเภทสินค้า
  • งบประมาณ
  • เอกสารศุลกากร
  • ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง
  • ความต้องการประกันภัย
  • ความเสี่ยงด้านค่าเก็บสินค้า
  • เงื่อนไขขนส่งภายในประเทศ
  • แผนสต็อกสินค้า
  • กำหนดส่งมอบลูกค้าหรือกำหนดการผลิต

การเปรียบเทียบอย่างชัดเจนช่วยให้ธุรกิจเลือกวิธีขนส่งจากความต้องการจริงของ Shipment ไม่ใช่จากการคาดเดา

BOP Express ช่วยวางแผนวิธีขนส่งอย่างไร

สำหรับธุรกิจที่นำเข้าสินค้ามาประเทศไทยหรือจัดการขนส่งระหว่างประเทศ การเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนโลจิสติกส์

ธุรกิจที่ต้องการการสนับสนุนด้านการประสานงาน Shipment สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับบริการเฟรทฟอร์เวิร์ดดิ้งของ BOP Express ได้ที่หน้า Services หลัก

BOP Express สนับสนุนลูกค้าธุรกิจด้านการประสานงาน Freight Forwarding การขนส่งทางอากาศ การขนส่งทางเรือ การเตรียมพิธีการศุลกากร การขนส่งข้ามแดน และการวางแผนจัดส่งภายในประเทศตามรายละเอียดสินค้าและความต้องการของแต่ละ Shipment

เมื่อธุรกิจตรวจสอบข้อมูลสินค้า เอกสาร ระยะเวลา และเงื่อนไขการส่งมอบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ทีมโลจิสติกส์พิจารณาวิธีขนส่งที่เหมาะสมได้เป็นระบบมากขึ้น

ปรึกษา BOP Express

หากธุรกิจของคุณกำลังเปรียบเทียบขนส่งทางอากาศกับขนส่งทางเรือสำหรับ Shipment ที่กำลังจะเกิดขึ้น สามารถติดต่อ BOP Express เพื่อปรึกษารายละเอียดสินค้า เส้นทาง เอกสาร และระยะเวลาที่ต้องการ

หากทีมของคุณยังอยู่ระหว่างเปรียบเทียบวิธีขนส่ง สามารถติดต่อ BOP Express เพื่อปรึกษาแนวทางโลจิสติกส์ที่เหมาะกับ Shipment ของคุณได้

ทีมงานสามารถช่วยพิจารณาความต้องการด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนการวางแผนตามข้อมูลที่ได้รับจากลูกค้า

แชร์เนื้อหานี้ !!

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง !!

Picture of ทีมงาน BOP Express
ทีมงาน BOP Express

BOP Express แบ่งปันข้อมูลและมุมมองด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ พิธีการศุลกากร เฟรทฟอร์เวิร์ดดิ้ง ขนส่งทางอากาศ ทางเรือ ขนส่งข้ามแดน และซัพพลายเชน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออก

ติดต่อเรา
Picture of ทีมงาน BOP Express
ทีมงาน BOP Express

BOP Express แบ่งปันข้อมูลและมุมมองด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ พิธีการศุลกากร เฟรทฟอร์เวิร์ดดิ้ง ขนส่งทางอากาศ ทางเรือ ขนส่งข้ามแดน และซัพพลายเชน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออก

ติดต่อเรา