เมื่อสินค้านำเข้ามาถึงประเทศไทยแล้วแต่ยังไม่สามารถนำสินค้าออกมาได้ หลายคนมักพูดสั้น ๆ ว่า
“ของติดศุลกากร”
แต่ในความเป็นจริง คำว่าสินค้าติดศุลกากรอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และไม่ได้หมายความว่าสินค้าถูกยึดหรือมีความผิดเสมอไป
ปัญหาอาจมาจากเอกสาร รายละเอียดสินค้า HS Code ใบอนุญาต ราคาศุลกากร ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน หรือการตรวจสอบเพิ่มเติมตามข้อกำหนดของสินค้าประเภทนั้น
สำหรับผู้นำเข้า โรงงาน Trading Company และฝ่ายจัดซื้อ การเข้าใจสาเหตุเหล่านี้ก่อนเริ่ม Shipment จะช่วยให้วางแผนการนำเข้าได้รอบคอบมากขึ้น
“สินค้าติดศุลกากร” หมายความว่าอะไร?
ในทางปฏิบัติ คำว่า “ติดศุลกากร” มักถูกใช้เรียกสถานการณ์ที่สินค้ายังไม่สามารถดำเนินการไปจนถึงขั้นตอนปล่อยสินค้าได้ เพราะยังมีบางเรื่องที่ต้องตรวจสอบหรือดำเนินการเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น
- ต้องส่งเอกสารเพิ่มเติม
- ต้องแก้ไขข้อมูล
- ต้องยืนยันรายละเอียดสินค้า
- ต้องทบทวน HS Code
- ต้องใช้ใบอนุญาตหรือ Certificate
- ต้องชี้แจงราคาศุลกากร
- ต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- ต้องตรวจสินค้าเพิ่มเติม
ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหา สิ่งแรกที่ควรทำจึงไม่ใช่เพียงถามว่า “ของจะออกเมื่อไร?”
แต่ควรหาก่อนว่า “Shipment นี้ติดอยู่ที่ขั้นตอนไหน และเกิดจากอะไร?”
1. เอกสารนำเข้าไม่ครบ
หนึ่งในเรื่องแรกที่ควรตรวจสอบคือเอกสาร
เอกสารที่มักเกี่ยวข้องกับ Shipment นำเข้า เช่น
- Commercial Invoice
- Packing List
- Bill of Lading หรือ Air Waybill
- Certificate of Origin ในกรณีที่เกี่ยวข้อง
- Import Licence หรือใบอนุญาต
- Certificate หรือเอกสารเฉพาะของสินค้าบางประเภท
ถ้าเอกสารที่จำเป็นยังไม่ครบ การจัดทำข้อมูลนำเข้าหรือขั้นตอนการปล่อยสินค้าอาจไม่สามารถดำเนินต่อได้ตามปกติ
จึงควรตรวจสอบเอกสารตั้งแต่ก่อนสินค้าออกจากประเทศต้นทาง
2. มีเอกสารครบ แต่ข้อมูลไม่ตรงกัน
อีกปัญหาที่พบได้คือมีเอกสารครบทุกฉบับ แต่ข้อมูลแต่ละฉบับไม่สอดคล้องกัน
ตัวอย่างเช่น
Commercial Invoice ระบุ
สินค้า A จำนวน 500 ชิ้น
แต่
Packing List ระบุ
สินค้า A จำนวน 480 ชิ้น
หรือชื่อสินค้าที่อยู่ใน Invoice แตกต่างจาก Cargo Description ที่อยู่ในเอกสารขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลที่อาจเกิดความไม่สอดคล้อง เช่น
- จำนวนสินค้า
- น้ำหนัก
- จำนวน Package
- Shipper
- Consignee
- รายละเอียดสินค้า
- Country of Origin
- ราคาสินค้า
เมื่อข้อมูลไม่ตรงกัน อาจต้องชี้แจงหรือแก้ไขเอกสารก่อนดำเนินการต่อ
3. รายละเอียดสินค้ากว้างเกินไป
คำอธิบายสินค้าประเภท
Parts
Accessories
Samples
Equipment
Machine Parts
Chemical
Plastic Products
อาจยังไม่เพียงพอที่จะระบุได้ว่าสินค้าคืออะไร
เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะการจำแนกพิกัดศุลกากร ข้อกำหนดการนำเข้า และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ล้วนขึ้นอยู่กับลักษณะจริงของสินค้า
เช่น หาก Invoice ระบุเพียง
Machine Part
อาจจำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าสินค้านั้นเป็นชิ้นส่วนอะไร ผลิตจากอะไร ทำหน้าที่อะไร และใช้กับเครื่องจักรประเภทใด
ยิ่งข้อมูลสินค้าเคลียร์ตั้งแต่ต้น การตรวจสอบขั้นตอนต่อไปก็ยิ่งทำได้ชัดเจนขึ้น
4. HS Code ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
HS Code หรือพิกัดศุลกากรใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้า
พิกัดสินค้ามีความเกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง เช่น
- อัตราอากร
- เงื่อนไขการนำเข้า
- ใบอนุญาต
- Certificate
- ข้อมูลสถิติทางการค้า
- ข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่ธุรกิจควรระวังคือ
ไม่ควรสมมติว่า HS Code ที่ Supplier ต่างประเทศให้มา จะสามารถนำมาใช้ในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องตรวจสอบ
การพิจารณาพิกัดควรดูจากสินค้าจริง รวมถึงส่วนประกอบ ลักษณะ หน้าที่ และการใช้งาน
โดยเฉพาะสินค้าที่มีความซับซ้อน เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วน อุปกรณ์อุตสาหกรรม หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถตีความได้หลายประเภท
5. สินค้าเป็นของควบคุมและต้องมีใบอนุญาต
สินค้าไม่ได้ทุกประเภทที่จะสามารถนำเข้าได้เพียงมี Invoice และ Packing List
สินค้าบางประเภทมีกฎหมายควบคุมและอาจต้องได้รับอนุญาต ขึ้นทะเบียน หรือมี Certificate จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ตัวอย่างกลุ่มสินค้าที่อาจมีข้อกำหนดเฉพาะ เช่น
- อาหาร
- ยา
- เครื่องสำอาง
- พืชและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
- สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
- เครื่องมือสื่อสาร
- สินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท
- สารเคมีบางประเภท
- อุปกรณ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุม
กรมศุลกากรจัดให้สินค้าที่กฎหมายควบคุมการนำเข้าหรือส่งออกเป็น “ของต้องกำกัด” ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามประเภทสินค้า
ดังนั้นคำถามที่ควรตรวจสอบตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อคือ
“สินค้าตัวนี้นำเข้าไทยได้เลยหรือจำเป็นต้องมีใบอนุญาตก่อน?”
ไม่ควรรอให้สินค้ามาถึงประเทศไทยแล้วจึงเริ่มตรวจสอบ
6. ราคาศุลกากรต้องมีการชี้แจง
อีกประเด็นหนึ่งที่อาจทำให้ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมคือเรื่องราคาศุลกากร
แม้ Commercial Invoice จะเป็นเอกสารสำคัญ แต่การพิจารณาราคาศุลกากรไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำตัวเลขหนึ่งตัวจาก Invoice มาใช้ได้ในทุกสถานการณ์โดยไม่ต้องดูเงื่อนไขอื่น
กรณีที่อาจต้องมีข้อมูลเพิ่มเติม เช่น
- ราคาที่สำแดงต้องมีการชี้แจงเพิ่มเติม
- มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งหรือรายการอื่นที่เกี่ยวข้อง
- สินค้าเป็น Free of Charge
- สินค้า Sample
- ผู้ซื้อและผู้ขายเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน
- มี Discount หรือเงื่อนไขพิเศษในการซื้อขาย
ธุรกิจจึงควรเก็บข้อมูลทางการค้าและเอกสารประกอบ Transaction ไว้อย่างเป็นระบบ
7. Shipment ถูกตรวจสอบเพิ่มเติม
แม้เอกสารจะเตรียมมาครบ Shipment บางประเภทก็อาจมีขั้นตอนการตรวจสอบเพิ่มเติมได้
ตัวอย่างเช่น
- ตรวจสอบเอกสาร
- ขอรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม
- ตรวจสอบสินค้าจริง
- เก็บตัวอย่าง
- ตรวจสอบใบอนุญาต
- ประสานหน่วยงานราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนจริงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและข้อกำหนดของแต่ละ Shipment
การถูกตรวจสอบเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะต้องมีปัญหาหรือทำผิดเสมอไป แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการควบคุมตามประเภทสินค้า
8. ปัญหาเกิดตั้งแต่ก่อนสินค้าออกจากต้นทาง
ข้อนี้เป็นเรื่องที่ผู้นำเข้าควรให้ความสำคัญมากที่สุด
เพราะปัญหาหลายอย่างที่มาปรากฏตอนสินค้าถึงประเทศไทย จริง ๆ แล้วเริ่มต้นตั้งแต่ก่อน Supplier ส่งสินค้า
ตัวอย่างเช่น
- สั่งซื้อโดยยังไม่ตรวจสอบกฎการนำเข้า
- ใช้ HS Code ตาม Supplier โดยไม่ได้ตรวจสอบ
- ส่งสินค้าออกมาก่อนขอใบอนุญาต
- Supplier ส่งเอกสารหลังสินค้าออกเดินทางแล้ว
- ระบุชื่อสินค้ากว้างเกินไป
- เพิ่งรู้ว่าสินค้าถูกควบคุมเมื่อของมาถึงประเทศไทย
เมื่อสินค้าเดินทางมาถึงแล้ว ทางเลือกในการแก้ไขอาจลดลง และระหว่างรอแก้ปัญหายังอาจเกิดค่าใช้จ่าย Logistics เพิ่มเติมอีกด้วย
สินค้าผ่านศุลกากรล่าช้า กระทบอะไรได้บ้าง?
ปัญหา Customs Clearance ไม่ได้กระทบแค่วันที่สินค้าจะมาถึงเท่านั้น
ขึ้นอยู่กับประเภท Shipment อาจมีผลกระทบตามมา เช่น
- Storage Charge
- ค่า Warehouse
- Detention หรือ Demurrage ในกรณีที่เกี่ยวข้อง
- ค่าแก้ไขเอกสาร
- ค่าใช้จ่ายจากการจัดรถใหม่
- วัตถุดิบเข้าโรงงานไม่ทัน
- Production Plan ล่าช้า
- Project Schedule เลื่อน
- สินค้าคงคลังไม่พอ
- ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าไม่ทัน
ดังนั้นต้นทุนของ Customs Delay อาจไม่ได้อยู่เฉพาะที่ศุลกากร แต่กระทบต่อ Supply Chain ทั้งระบบ
ลดความเสี่ยงสินค้าติดศุลกากรได้อย่างไร?
ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า Shipment ทุกครั้งจะไม่มีการตรวจสอบเพิ่มเติม
แต่ธุรกิจสามารถลดปัญหาที่ป้องกันได้ด้วยการเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนส่งสินค้า
1. รู้ให้ชัดว่าสินค้าคืออะไร
ควรมีรายละเอียดอย่างน้อย เช่น
- วัสดุ
- หน้าที่
- Specification
- Brand / Model หากเกี่ยวข้อง
- ใช้ทำอะไร
2. ตรวจสอบ HS Code
อย่าอ้างอิงพิกัดจาก Supplier เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่เคยนำเข้ามาก่อน
3. ตรวจสอบว่าสินค้าต้องขออนุญาตหรือไม่
เช็กตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อหรืออย่างช้าที่สุดก่อน Shipment ว่าต้องมี
- Import Licence
- Registration
- Certificate
- การอนุมัติจากหน่วยงานใดเพิ่มเติม
4. ตรวจเอกสารก่อนสินค้าออก
ควรตรวจ Commercial Invoice, Packing List, Transport Document และเอกสารประกอบให้ข้อมูลสอดคล้องกัน
5. คำนวณภาษีและต้นทุน Logistics ล่วงหน้า
อย่าดูเฉพาะราคาที่ Supplier เสนอ
ควรประเมิน Landed Cost ของสินค้าให้ใกล้เคียงต้นทุนจริงที่สุด
6. ประสาน Freight Forwarder และผู้เชี่ยวชาญด้าน Customs ตั้งแต่ต้น
โดยเฉพาะ Shipment ใหม่ สินค้าควบคุม เครื่องจักร สินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่มีมูลค่าสูง
การตรวจสอบก่อนส่งสินค้าย่อมมีทางเลือกในการแก้ปัญหามากกว่ารอให้สินค้ามาถึงแล้ว
Customs Clearance ควรเริ่มคิดตั้งแต่เมื่อไร?
ความเข้าใจที่พบบ่อยคือ
“ของยังไม่ถึงไทย ยังไม่ต้องคิดเรื่องศุลกากร”
แต่ในมุมของการวางแผนนำเข้า ควรคิดเรื่อง Customs ก่อน Shipment ออกจากประเทศต้นทาง
ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงที่ Supplier ยังอยู่ในขั้นตอนเตรียมสินค้าและเอกสาร
เพราะหากพบปัญหาเรื่อง HS Code ใบอนุญาต หรือเอกสาร ยังสามารถแก้ไขก่อนสินค้าเดินทางได้ง่ายกว่า
BOP Express กับการดูแล Shipment นำเข้าและ Customs Clearance
BOP Express ให้บริการ Logistics ระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากรสำหรับธุรกิจที่นำเข้าสินค้าเข้าประเทศไทย
ครอบคลุมการประสานงานด้าน
- Import Shipment
- เอกสารขนส่ง
- Customs Clearance
- Air Freight
- Sea Freight
- Cross-Border Logistics
- Inland Transportation
- การจัดส่งสินค้าไปยังปลายทาง
สำหรับธุรกิจที่กำลังจะเริ่ม Shipment ใหม่ โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่เคยนำเข้ามาก่อน การตรวจสอบรายละเอียดสินค้าและเอกสารก่อนเริ่มขนส่งจะช่วยให้มองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น
หากธุรกิจของคุณกำลังวางแผนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ BOP Express สามารถสนับสนุนการตรวจสอบและวางแผนด้าน Logistics และพิธีการศุลกากรให้สอดคล้องกับลักษณะของ Shipment ก่อนสินค้าออกเดินทาง